เกาะมัลดีฟส์ เสี่ยงจมหาย..เพราะโลกร้อน

จากการรายงานสถานการณ์ภาวะโลกร้อน เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2554  โดยนายโมฮัม เหม็ด อัสลาม รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเกาะมัลดีฟส์  ได้กล่าวในที่ประชุมธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB  ว่าด้วยการอพยพอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ว่า  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลต้องสั่งอพยพประชาชนจากเกาะหนึ่งไปอยู่ที่หนึ่ง  เนื่องจากในระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น  และหลายพื้นที่ของประเทศขาดแคลนน้ำจืดมากขึ้นเรื่อยๆ  สารเคมีในดินเปลี่ยนแปลง  พืชผลบางอย่างปลูกไม่ขึ้นเหมือนสมัยก่อน  เกาะหลายแห่งถูกน้ำทะเลกัดเซาะมากขึ้น

ทั้งนี้ การปกป้องตัวเองจากระดับน้ำทะเลนั้น  ต้องใช้งบประมาณมหาศาล เช่น การสร้างคันกั้นชายฝั่งอาจต้องใช้เงินถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ นาย โมฮัมเหม็ด ยังกล่าวอีกว่า  สำหรับผู้ที่ยังกังขาในเรื่องภาวะโลกร้อน  ขอให้ดูตัวอย่างจากมัลดีฟส์ และประเทศเกาะต่างๆ ว่ากำลังเผชิญกับผลกระทบที่น่ากลัวเพียงใด  เพราะมัลดีฟส์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1.5 เมตร เท่านั้น  เป็นประเทศที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดของโลกเลยก็ว่าได้  เพราะจุดที่อยู่สูงที่สุดของประเทศ เหนือจากระดับน้ำทะเลเพียง 2.3 เมตร  จึงเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการจมน้ำทะเล และจะกลายเป็นเหยื่อรายแรกๆ ของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงจากธารน้ำแข็งขั้วโลกหลอมละลาย  อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน  ทำให้ มัลดีฟส์ เป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนนโยบายต่อสู้โลกร้อนอย่างแข็งขัน

ทางด้าน นายบาร์ต เอเดส ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ADB กล่าวว่า เอเชีย – แปซิฟิก  มีประชากร 4,000 ล้านคน  คิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรโลก  อาจจะต้องใช้งบประมาณราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (1.2 ล้านล้านบาท) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก  แต่ก็ได้แค่ บรรเทาเท่านั้น

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  news.mthai.com

นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

ปัญหาโลกร้อน เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษยชาติกำลังเผชิญหน้าอยู่ และดูเหมือนว่าจะเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย ซึ่งจากปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวขึ้น แต่ก็ยังเห็นผู้บริโภคยังนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากโฟมและพลาสติก สังเกตได้จากกองขยะในแต่ละวัน

ซึ่งโฟมหรือพลาสติก เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีสารพิษที่จำทำให้เกิด “สารก่อมะเร็ง” หลายประเภทและก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนด้วย อาทิ สารพิษสไตรีนมอนอเมอร์ (Styrene Monomer) สารไดออกซิ น (Dioxin) สารพิษไวนิลคลอไรด์มอนอมอร์ (Vinyl Chloride Monomer) ซึ่งสารพิษเหล่านี้ล้วนเป็นสารที่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมในหญิง และ มะเร็งต่อมลูกหมากในชาย ซึ่งทำให้ระบบฮอร์โมนของร่างกายผิดปกติ รวมไปถึงมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง อีกทั้ง โฟม ยังใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 400 – 500 ปี ซึ่งสารพิษเหล่านี้ ในประเทศที่เจริญแล้วจะให้ความสำคัญกับวิธีการนำไปใช้ที่ถูกวิธี เพราะมีโอกาสที่จะแพร่กระจายมากระทบถึงคนได้ง่ายมาก หากมีการนำพลาสติกหรือโฟมไปเผาโดยไม่ถูกวิธี ความเป็นพิษของภาชนะโฟมและพลาสติก ทำให้หลายประเทศทั่วโลกห่วงใยในปัญหาสุขภาพอนามัยของพลเมือง

โดยแต่ละประเทศก็มีมาตรการส่งเสริม หรือมาตรการทางกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้อย่างชัดเจนแตกต่างกันไป ส่วนในประเทศไทย พบว่าเริ่มมีการตื่นตัวในเรื่องนี้บ้างแล้ว โดยเฉพาะนโยบายของภาครัฐที่พยายามกระตุ้นการใช้พลังงานทดแทนทั้งในเรื่องการผลิตพลังงาน และใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนวัสดุที่ย่อยสลายยาก โดยคำนึงถึงการนำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาตินำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมพลาสติก ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ถุง กระสอบพลาสติก และแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเป็นมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มมีหน่วยงาน องค์กร หรือภาคเอกชน เริ่มมีการผลิตและใช้ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตที่มีนโยบายชัดเจนห้ามนำโฟมและพลาสติก เข้าไปในสถานศึกษาและให้ใช้บรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยทดแทน เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นอกจากบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยแล้ว ปัจจุบันยังมีการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติประเภทอื่นๆ มาเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นพอลิเมอร์ชีวภาพ ซึ่งเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่าย และใช้ทดแทนการผลิตโฟม เช่น แป้งจากพืชธรรมชาติ จำพวก เผือก มัน กล้วย ข้าว ข้าวโพด ฟักทอง มันสำปะหลัง และเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์เหล่านี้เริ่มมีให้เลือกใช้ในท้องตลาด ร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต

ซึ่งความน่าสนใจของบรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ คือ มีคุณสมบัติที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เมื่อถูกฝังลงในดิน ทำให้ไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษปนเปื้อนก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังสามารถเลือกใส่อาหารได้ทั้งร้อนและเย็น โดยเฉลี่ยสามารถทนอุณหภูมิได้ ตั้งแต่ -40 ถึง 250 องศาเซลเชียส และคงอีกไม่นานนักที่เราจะได้เห็นบรรจุภัณฑ์ประเภทย่อยสลายได้ด้วยธรรมชาติเกิดขึ้นในประเทศไทย

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก 202.44.52.249

ดินลุกเป็นไฟ เกิดจากแก็สมีเทนที่สะสม

หลังจากเหตุการณ์ที่พื้นดินมีความร้อนจนทำให้กระดาษที่นำไปวางเกิดการลุกไหม้  ที่จังหวัดพิษณุโลก  ทำให้ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรณี เขต 1 (ลำปาง) นาย สมบุญ โฆษิตานนท์ นักวิชาการออกมากล่าวว่า บริเวณดินที่เกิดไฟลุกนั้น  เกิดจากการสะสมของซากพืช ซากสัตว์ และชั้นทรายชั้นดินไปปิดทับ  ทำให้เกิดปฏิกิริยาสันดาป  ก่อให้เกิดแก๊สชีวภาพที่คาดว่าเป็นแก๊สมีเทน  อีกทั้งยังยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวไม่มีทางเป็นบริเวณที่เคยเกิดภูเขาไฟแน่นอน  แต่จะนำดินไปตรวจสอบคุณสมบัติให้ชัดเจนอีกครั้ง

ทางด้าน อ.ธนวัฒน์ จารุพงศ์สกุล ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้เปิดเผยว่า บริเวณที่เกิดความร้อนอยู่ใต้ดินนั้นอาจเกิดจากรอยเลื่อนน้ำปาดที่ยังมีพลังอยู่  ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้กัน   ทางด้าน นางสาวอิศราภรณ์ สุจาโน  รักษาการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก  พร้อมด้วย นายอานนท์ ลาวัลยกุล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมพิเศษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก  ได้ลงไปในพื้นที่ หมู่ 9 ตำบลหนองกระท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก  หลังจากเกิดเหตุที่ผิวดินมีความร้อนมาก จนมีสุนัข แมวและวัวถูกไฟคลอกตาก และมีผู้บาดเจ็บจากไฟลวกเท้า  โดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด  จึงต้องประสานให้ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง  เบื้องต้นได้ประสานกับทาง อบต.หนองกระท้าว  ให้เข้ามาทำรั้วล้อมรอบให้มิดชิด และได้ทดลองฉีดน้ำเพื่อให้อุณหภูมิลดลง  เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมา  จ.พิษณุโลก  มีอากาศร้อนมากจึงคาดว่าอาจเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวได้

จากการสอบถามชาวบ้านในบริเวณที่เกิดไฟลุกนั้น  ชาวบ้านเล่าว่าในอดีตเมื่อปี 2525  เคยเป็นโรงเลื่อยไม้ และชาวบ้านได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการเผาขยะ  อีกทั้งในช่วงฤดูน้ำหลาก  จะถูกน้ำท่วมเป็นประจำและจะมีดินตะกอนทับถมสะสมกัน   ดังนั้นจึงทำให้เกิดการสะสมของซากพืช ซากสัตว์และชั้นทราย ชั้นดินไปปิดทับ ทำให้เกิดปฏิกิริยาสันดาป  ก่อให้เกิดแก๊สชีวภาพ  ที่เบื้องต้นคาดการณ์ว่าเป็นแก๊สมีเทนที่สามารถติดไฟได้เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น  ซึ่งแก๊สมีเทนนี้  ก็เป็นแก๊สที่ช่วยเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ  นอกจากนี้ นายสมบุญยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวไม่มีทางเป็นบริเวณที่เคยเกิดภูเขาไฟแน่นอน  แต่จะนำดินไปตรวจสอบคุณสมบัตให้ชัดเจนอีกครั้ง

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  news.mthai.com

ซูเปอร์แซลมอน

ปัญหาภาวะโลกร้อน  ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่มนุษย์เพียงอย่างเดียว  บรรดาสิ่งมีชีวิตหลายชนิดต่างก็ได้รับความเดือดร้อนไปด้วย  เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติ  แต่มีสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถในการทนสภาพอากาศร้อนได้  นั้นก็คือ ปลาแซลมอน ชนิด Chilko เจ้าแซลมอนชนิดนี้มีคุณสมบัติทนทายาด  สามารถปรับตัวได้ดีอย่างน่าทึ่ง  จนนักวิทยาศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ในแคนาดา  ขนานนามให้มันว่า… “ซูเปอร์ฟิช” (superfish) หรือ “ปลามหัศจรรรย์”

เจ้าปลามหัศจรรย์  อยู่ในสายพันธุ์ Sockeye เป็นปลาแซลมอนที่อึด ทนทานกว่าแซลมอนชนิดอื่นในสายพันธุ์เดียวกัน   มันปรับตัวอยู่รอดได้ในหลายสภาวะไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่อุ่นขึ้น  กระแสน้ำที่เชี่ยวมาก หรือแม้กระทั่งในระดับน้ำที่ยกตัวสูงขึ้น ในขณะที่แซลมอนชนิดอื่นมีอัตราการตายถึง 40 – 95 % ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  เพราะอุณหภูมิของน้ำที่เพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส  สาเหตุของความแกร่งเหนือหมู่ปลาแซลมอนด้วยกันนี้  เกิดจากเส้นทางอพยพที่ยากลำบาก  ที่พวกมันต้องฟันฝ่าไปให้ได้ก่อนที่จะวางไข่  ซึ่งเจ้า Chilko ต้องสร้างวีรกรรมแหวกว่ายทวนน้ำกว่า 650 กิโลเมตรในช่วงอุณหภูมิสูงสุดของฤดูร้อน และยังต้องเผชิญกับจุดที่กระแสน้ำพุ่งผ่านทางน้ำไหลแคบเพียงแค่ 35 เมตร  ก่อนจะไปถึงทะเลสาบน้ำแข็งซึ่งเป็นสถานที่วางไข่  แต่ในขณะที่แซลมอนชนิดอื่นๆ ว่ายทวนน้ำไปวางไข่ในเส้นทางที่โหดน้อยกว่า

นักวิจัยพบว่า  เมื่ออุณหภูมิของน้ำสูงกว่าอุณหภูมิปกติที่เหมาะสมกับการอยู่รอดของพวกมัน  ปลาแซลมอนเหล่านั้นก็จะเริ่มอ่อนเพลีย ว่ายน้ำได้ลดลง และระบบหัวใจทำงานได้แย่ลงด้วย  แต่ดูเหมือนว่า เจ้า Chilko จะอึดกว่าบรรดาปลาแซลมอนชนิดอื่น ๆ  โดยมันสามารถว่ายในน้ำที่มีช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันได้ดีกว่าแซลมอนชนิดอื่นที่ทดลองด้วยกัน

ขอขอบคุณบทความดี ๆ  campus.sanook.com

13 วิธีแก้ “โลกร้อน” ในที่ทำงาน

ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อน  แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ ประเทศก็ต่างพากันรณรงค์ในเรื่องนี้  ซึ่งหากทุกคนได้ตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ  วิกฤตโลกร้อนที่กำลังประสบปัญหาอยู่อาจจะค่อย ๆ ลดลงก็เป็นได้  แม้แต่ในที่ทำงานก็สามารถช่วยกันกู้วิกฤตโลกร้อนได้  ด้วยวิธี ต่อไปนี้

  1. ปิดไฟและปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งานให้เป็นนิสัย  ก่อนจะออกไปทำธุระที่อื่นที่กินเวลาค่อนข้างนาน  แม้แต่ช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน
  2. จดหมายขยะจาก แคตตาล็อกขายสินค้า เพราะบังเอิญว่าไปสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตการ์ด หรือ บัตรส่วนลดช็อปปิ้งต่าง ๆ มักไม่เคยถูกเปิดอ่านเลย  นั่นหมายความว่าต้นไม้ 62 ล้านต้น และน้ำอีก 28 พันล้านแกลลอน  ต้องสูญเปล่าไปกับกระบวนการผลิตกระดาษที่สูญเปล่า  ทางที่ดีหากไม่อ่านจดหมายขยะเหล่านี้แล้วแค่โยนทิ้งเหมือนทุกครั้ง  ก็เปลี่ยนเป็นโทรแจ้งกับบริษัทต้นทางที่ส่งจดหมายมาแล้วบอกว่าคุณไม่ต้องการจะรับจดหมายนี้อีกแล้ว หรือถ้าอยากจะส่งก็ส่งมาทางอีเมล์แล้วกัน
  3. กดปุ่มปิดหน้าจอมอนิเตอร์ หรือจอคอมพิวเตอร์ หรือปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน ส่วนความคิดที่ว่าการใช้ภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ  มาช่วยรักษาหน้าจอขณะไม่ใช้งานนั้น  ไม่ได้ช่วยลดปัญหาโลกร้อนเท่าไร  ช่วยแค่ยืดอายุการใช้งานของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้นานขึ้นเท่านั้น
  4. ใช้คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป หรือโน๊ตบุ๊ค  จะประหยัดพลังงานกว่าคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ
  5. หันมาขึ้นบันไดของบริษัทแทนการใช้ลิฟต์  ข้อนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่ายกายของแต่ละคน  เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังได้บริหารร่างกายไปด้วย
  6. เอกสารภายในสำนักงานที่ไม่ค่อยเป็นทางการ  หากจำต้อง ปรินต์ ก็อย่าลืมใช้กระดาษรียูส (Reuse) และเปลี่ยนโหมด ปริ้นเตอร์ ให้เป็นแบบขาวดำ ส่วนกรณีที่จะ ปริ้น เอกสารหลายแผ่นเหมือนๆ กัน  ก็เลือกใช้กระดาษที่มีสำเนาแทน
  7. ถ้าต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าออฟฟิศ  ควรเลือกชิ้นที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล
  8. บางครั้งการทำงานนอกออฟฟิศ  หรือบางอาชีพ เช่น นักเขียนที่บางวันไม่จำเป็นต้องเข้าที่ทำงาน  แต่สามารถนั่งทำงานอยู่ในบ้านได้  ก็จะเป็นการช่วยลดการใช้รถใช้ถนน  รวมถึงการใช้เครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือให้เป็นประโยชน์ในกรณีที่ต้องแจ้งกับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน  โดยที่ไม่ต้องเดินทางเข้าออฟฟิศ  ก็จะช่วยประหยัดพลังงานได้เหมือนกัน หรือไม่ก็ลองหันไปนั่งรถโดยสารสาธารณะ หรือรถไฟใต้ดิน , รถไฟฟ้า  ก็จะลดปัญหาโลกร้อนได้อีกวิธีหนึ่ง
  9. แนวคิดที่นำวัสดุใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ยังใช้ได้อยู่เสมอ
  10. เวลาเลือกซื้อสินค้าแต่ละครั้ง  ควรตรวจดูว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ ผลิตจากวัสดุใช้แล้วกี่เปอร์เซ็นต์  ถ้าของชิ้นนั้นมีวัสดุที่ใช้แล้วมากถึง 100 เปอร์เซ็นต์  ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ซื้อสินค้าที่โรงงานผลิต ต้องนำวัสดุใหม่มาเป็นส่วนประกอบเลย รวมถึงการเลือกซื้อกระดาษที่ไม่ได้ใช้สาร คลอรีน ฟอกก็จะช่วยลดการก่อมลภาวะได้มากกว่ากระดาษทั่วไป
  11. บางออฟฟิศมีแก้วกระดาษเล็กๆ ไว้สำหรับรับแขก หรือพนักงาน  หากเลี่ยงได้ก็ ให้นำแก้วส่วนตัวมาจากบ้าน  ใช้แล้วล้างก็จะใช้ได้อีกเรื่อยๆ (อย่าลืมว่ากระดาษผลิตมาจากต้นไม้ที่สร้างความร่มเย็นแก่โลก)
  12. ทำงานโดยอาศัยแสงธรรมชาติบ้าง (ถ้าจุดที่คุณทำงานมีแสงธรรมชาติส่องถึง)
  13. ข้อสุดท้าย  แม้ว่าเราจะปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าไปแล้วก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลืองพลังงาน เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่าง  ถ้าไม่ถอดปลั๊กออก  จะกินไฟมากกว่า 20 วัตต์ ซึ่งการไม่ได้ถอดปลั๊กนี้  จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กระจายขึ้น สู่ชั้นบรรยากาศมากถึง 12 ล้านตันเลยทีเดียว

13 วิธีง่าย ๆ แบบนี้  หากที่ทำงานทุกที่สามารช่วยกันคนละไม้คนละมือ  เชื่อได้เลยว่า  วิกฤตการณ์โลกร้อนจะค่อย ๆ ลดลงอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  hilight.kapook.com

ฮีตเวฟ ( Heat wave )

จากความวิปริตแปรปรวนของปรากฏการณ์ เอลนีโญ ทำให้อุณหภูมิแทบจะทุกพื้นที่ของประเทศไทยพุ่งพรวดถึง 40 องศาเซลเซียส ติดต่อกันมาหลายวัน ส่งผลให้อากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ  โดยเฉพาะที่จังหวัดลำปาง อุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส  ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน  นอกจากนี้ ยังส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจาก “ภาวะคลื่นความร้อน” หรือ “ฮีตเวฟ” ไปแล้ว 15 ราย  ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า  ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “ฮีตเวฟ” อย่างหนัก

“ฮีตเวฟ”  คือ ภาวะคลื่นความร้อน ซึ่งหมายถึง  อากาศร้อนจัดที่สะสมอยู่ในพื้นที่บริเวณหนึ่ง  แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

-  แบบสะสมความร้อน  จะเกิดในพื้นที่ที่ซึ่งสะสมความร้อนมาเป็นเวลานาน อากาศแห้ง ลมนิ่ง ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ไม่เคลื่อนที่  เมื่ออุณหภูมิร้อนสะสมหลายวัน  จะเกิดคลื่นความร้อนมากขึ้น เช่น ในพื้นที่ไหนมีอุณหภูมิ 38 – 41 องศาเซลเซียส แล้วไม่มีลมพัดต่อเนื่อง 3 – 6 วัน  ไอร้อนจะสะสมจนกลายเป็นคลื่นความร้อน

-  แบบพัดพาความร้อน  ซึ่งคลื่นความร้อนชนิดนี้  เกิดจากลมแรงหอบความร้อนจากทะเลทรายขึ้นไปในเขตหนาว  ซึ่งมักเกิดขึ้นในทวีปยุโรป

จริงๆ แล้ว ประเทศไทยแทบจะไม่มีโอกาสเกิด “คลื่นความร้อน” หรือ “ฮีตเวฟ” ได้เลย  เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ ที่มีมวลอากาศร้อนจัด  ประกอบกับไม่มีทะเลทราย นอกจากนี้ ฮีตเวฟ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ อุณหภูมิร้อนเกิน 40 องศาต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์  แต่สภาพอากาศของไทยมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมลงมาทุก 7 – 10 วัน  ทำให้เกิดฝนตก  ช่วยลดอุณหภูมิไม่ให้ไต่ระดับสูงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  แต่ในปี 2553  ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น  เนื่องมาจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ่  ทำให้ฤดูร้อนปีนี้ของประเทศไทย  มีอุณหภูมิเฉลี่ย 42-43 องศาเซลเซียส  ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกร้อนยืนยันว่า  ไทยเสี่ยงต่อปรากฏการณ์ “ฮีตเวฟ” เป็นอย่างมาก

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช  ประธานมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า  สภาพอากาศของไทยช่วงนี้มีความแปรปรวนสูง  โดยเฉพาะอากาศร้อนจัดและที่มีแนวโน้มจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง  เพราะอุณหภูมิสูงติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป  จะทำให้เกิด “คลื่นความร้อน” และคนที่ได้รับคลื่นความร้อนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้  ซึ่งตามรายงาน มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนแล้ว 15 คน ถือว่าเยอะเป็นประวัติการณ์

 

จึงขอฝากบอกไปยังกระทรวงสาธารณสุข  ให้รีบออกประกาศเตือนภัย เพราะหากปรับสภาพร่างกายไม่ทัน  อาจทำให้หัวใจวายและเสียชีวิตในที่สุด  หากทุกคนยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้  ความรุนแรงของสภาพอากาศอาจมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกในปีต่อ ๆ ไป  อย่างไรก็ตาม ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น  ที่กำลังเผชิญหน้ากับ “ฮีตเวฟ” อันเนื่องมาจากผลของภาวะโลกร้อน  ทั่วโลกก็กำลังได้รับผลกระทบเหมือน ๆ กัน ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า … ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันมาศึกษาและป้องกันภัยจาก “ภาวะโลกร้อน” อย่างจริงจัง

            ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก  health.kapook.com

ติดฉลากสินค้า “คาร์บอนต่ำ” คู่ฉลากเขียว

ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เสนอให้ทำหลักสูตรโลกร้อน โดยเริ่มจากโรงเรียน – มหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเสนอรัฐบาล ให้ทำฉลากสินค้าคาร์บอนต่ำ คู่สินค้าฉลากเขียวให้ผู้บริโภคตัดสินใจ

ในวันสิ่งแวดล้อมโลก เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.51 ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้เข้าร่วมฟังวงเสวนาเรื่อง “ถึงเวลาที่เมืองไทยจะต้องก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” โดย ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีเป็นคนแรกและกล่าวว่า หากวันนี้สังคมไทยยังไม่ทำอะไรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ต่อไปเราจะอยู่กันอย่างลำบากมาก โดยเฉพาะการเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงทรัพยากรชายฝั่งที่ถูกทำลาย และการเกิดโรคใหม่ๆ ที่ร้ายแรงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหาอย่างยั่งยืน ควรมีการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน ในสถาบันการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมและรับมือกับปัญหาตั้งแต่วันนี้ หากไม่เตรียมการตั้งแต่ตอนนี้  4 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลับมาล้าหลังอีกครั้ง ซ้ำรอยกับ 6 ปีที่แล้ว ที่ไม่มีการเตรียมพร้อมเลย ทำให้วันนี้ไทยต้องเจอกับปัญหา ในขณะเดียวกัน ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เสนอว่า นอกเหนือจากปัจจุบันที่มีการจัดทำสินค้าฉลากเขียวแล้ว ต่อไป ประเทศไทยควรกำหนดให้สินค้าต้องติดฉลากคาร์บอนด้วย โดยตัวฉลากจะบอกผู้บริโภคถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นระหว่างขั้นตอน การผลิต เพื่อให้เกิดการเลือกใช้

ทางด้าน ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในหัวข้อ “ประเทศไทยกับการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ว่า ปัจจุบันคนไทย มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัว ประมาณ 4.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี แต่เพื่อลดสภาวะวิกฤติ เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียสในอีก 30-40 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรม จะต้องลดปริมาณดังกล่าวให้น้อยลงในอัตราคนละ 3.5 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 850 ต้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ จึงต้องการส่งเสริม ให้ประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำโดยเร็ว ถึงแม้ว่าปัจจุบันไทยยังไม่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่เป็นการแสดงศักยภาพ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น และเพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติทั้งหมด

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  whyworldhot.com

เพราะโลกร้อน..ฉลามจึงทำร้ายคน

สถิตินักว่ายน้ำและนักเล่นกระดานโต้คลื่นที่เสียชีวิตจากการถูกฉลามทำร้ายเมื่อปีที่แล้วเพิ่มมากขึ้นจากปี 2010 ถึงสองเท่า โดยสาเหตุมาจากการเติบโตในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและปัญหาโลกร้อน

มหาวิทยาลัยฟลอริดาเปิดเผยตัวเลขสถิติว่าเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา มีคนถูกฉลามทำร้าย 46 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 12 ราย โดยคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 25 ซึ่งมากกว่าอัตราการเสียชีวิตเพราะฉลามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ไม่ถึงร้อยละ 7 เท่านั้น

ประเทศที่มีสถิติการเสียชีวิตเพราะฉลามประกอบด้วยออสเตรเลีย มีกรณีฉลามทำร้าย 11 ครั้ง และทำให้ผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ครั้ง แอฟริกาใต้ ผู้บาดเจ็บสาหัส 2 คนจากทั้งหมด 5 คน เกาะเรอูนียงของฝรั่งเศส มีผู้เสียชีวิต 2 คน จากกรณีฉลามทำร้าย 4 ครั้ง และเซเชลส์ซึ่งมีรายงานฉลามทำร้าย 2 ครั้ง และเหยื่อทั้งสองคนเสียชีวิต ส่วนประเทศที่มีรายงานฉลามทำร้ายเช่นกันแต่ไม่รุนแรงนัก คือ อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย และบราซิล

เกาะเรอูนียง เซเชลส์ และนิวแคลิโดเนีย  ปกติแล้วจะมีสถิติฉลามทำร้ายคนไม่สูงนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ สถานที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาก่อน แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเข้าไปในแหล่งที่มีฉลามอาศัยอยู่โดยทางการท้องถิ่นยังไม่มีความพร้อมที่จะรับมือกับการปล่อยให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้ และแหล่งสาธารณสุขในท้องถิ่นก็ยังไม่มีเครื่องมือหรือยารักษาโรคที่พร้อมถ้าหากเกิดกรณีฉลามทำร้ายคน

นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นแล้ว ผลกระทบจากโลกร้อนก็ทำให้ฉลามต้องอพยพไปยังแหล่งที่ไม่เคยมีการพบเห็นฉลามมาก่อน เช่น ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ในสถานที่ต่างๆ รวมถึงทางตะวันออกของรัสเซียก็รายงานกรณีฉลามทำร้ายคน ทั้งที่ในบริเวณนั้นไม่ได้เป็นที่อยู่อาศัยของฉลามแต่อย่างใด ส่วนในสหรัฐอเมริกามีสถิติฉลามทำร้ายคนมากที่สุดในช่วงปีที่แล้ว คือ  มากถึง 29 ครั้ง จากทั้งหมดทั่วโลก 75 ครั้ง แต่ก็นับว่าเป็นจำนวนที่ลดลงจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากวิกฤตเศรษฐกิจทั่วสหรัฐฯ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังชายหาดในฟลอริดามีจำนวนลดลง รวมไปถึงการที่เจ้าหน้าที่มีการเตรียมพร้อมรับมือด้านความปลอดภัยบริเวณชายหาด และมีสถานรักษาพยาบาลที่เพียบพร้อมในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม จำนวนของคนที่ถูกฉลามทำร้ายจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการเสียชีวิตด้วยสาเหตุอื่นๆ แล้ว การตายเพราะฉลามยังนับเป็นจำนวนที่น้อยมาก และยิ่งน้อยลงไปอีก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนฉลามกว่า 30-70 ล้านตัวที่ถูกมนุษย์ฆ่าในแต่ละปี โดยพันธุ์ฉลามราวหนึ่งในสามจากทุกสายพันธุ์ รวมถึงฉลามขาวด้วย  ซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์อันเนื่องมาจากการจับปลามากเกินไป และความต้องการหูฉลามในประเทศแถบเอเชีย

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  campus.sanook.com

10 วิธี ประหยัดพลังงานง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง

การใช้พลังงานอย่างประหยัด ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การประหยัดพลังงานนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลย เริ่มจากตัวเราก่อน จึงเสนอวิธีการง่ายๆ ในการประหยัดพลังงานได้ด้วยตัวคุณเอง เพื่อเป็นแนวทางในการเริ่มต้นปฏิบัติ คนละไม้คนละมือ ด้วย 10 วิธีง่ายๆ ดังนี้

1. ปิดไฟที่ไม่ใช้ 1 ดวง/1คน ถ้าทำได้เพียง 0.1% ของการใช้พลังงานในประเทศ จะประหยัดเงินได้ 1,698 ล้านบาท และถ้าทำได้ 10% จะประหยัดพลังงานไฟฟ้าถึง 169.799 ล้านบาท

2. ปิดไฟที่อยู่ในสถานะ สแตนด์บาย (จุดสีแดงตามเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ) ถ้าคนไทย 5 แสนครัวเรือน คิดเป็น 2.50% ของประเทศ ช่วยกันปิดไฟสแตนด์บาย จะประหยัดพลังงานไฟฟ้า ได้ปีละ 2.4 ล้านบาท หาก 5 ล้านครัวเรือนหรือ 25% ของประเทศ จะประหยัดได้ถึง 23 ล้านบาท

3. ตู้เย็นควรซื้อที่มีขนาดเหมาะสม เช่นขนาดกลาง กินไฟ 108 บาท/เดือน ค่าไฟจะสูงขึ้นตามจำนวนการเปิด – ปิด การตั้งอุณหภูมิสูงเกินค่ากำหนด จะเพิ่มค่าไฟ  27 บาท/เดือน

4. หม้อหุงข้าว ควรใช้ขนาดที่พอดีกับความต้องการ ขนาด 1.5 ลิตร 530 วัตต์ ใช้วันละ 1 ชม.กินไฟ 15.9 หน่วย คิดเป็น 47.7 บาท/เดือน หากใช้กัน 1 ล้านหม้อ จะเป็นค่าพลังงาน 47.7 ล้านบาท ฉะนั้นจึงไม่ควรเสียบปลั๊กก่อนหุง และหุงเสร็จแล้วต้องถอดปลั๊กทันที หากซื้อแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 จะลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 10%

5. กระติกน้ำร้อน ควรต้มน้ำให้พอดี อย่าเสียบปลั๊กทิ้งไว้เมื่อไม่ใช้ ซื้อแบบที่ประหยัดไฟเบอร์ 5 หากเราต้มน้ำ 1 ชม.ทุกวันจะเสียค่าไฟ 58.5/เดือน แต่หากต้มน้ำแค่ครึ่งกระติก จะประหยัดไป 46% ลดค่าพลังงานรวมทั้งประเทศได้ถึงเดือนละ 26.91%

6. เครื่องซักผ้า เลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน เช่น เครื่องฝาบน สำหรับผ้าจำนวนน้อย เครื่องฝาหน้าสำหรับผ้าจำนวนมาก ผ้าห่ม ถ้าเครื่องแบบมีที่อบแห้ง จะเปลืองไฟกว่า หากเราซักผ้าวันละ 1 ชม. ทุกวัน  จะเสียค่าไฟเดือนละ 27.90 บาท ควรซักเท่าที่จำเป็นเช่นสลับวันซัก ซึ่งถ้าหากลดได้เพียง 10%  จะประหยัดได้ 2.8 ล้านบาท/ปี

7. พัดลม ควรเปิดเมื่อมีคนอยู่ ไม่เปิดระดับแรงลมสูงสุด ไม่ใช้พัดลมที่มีรีโมทคอนโทรล เพราะหากเปิดพัดลม 5 ชม./วัน แรงลมสูงสุดจะเสียค่าไฟ 4.50 บาท/เดือน หากเปิด 1 ล้านเครื่องทั่วประเทศ จะสิ้นเปลืองพลังงานไปถึง 4.50 ล้านบาท/เดือน ปีละ 54 ล้านบาท

8. เตารีด การใช้เตารีดไฟฟ้า ขนาด 1,000 วัตต์ วันละ 1 ชม. กินไฟ 90 บาท/เดือน ถ้า 1 ล้านเครื่องจะเสียไปมูลค่า 90 ล้านบาท/เดือน หรือ 1,080 ล้านบาท/ปี แต่ถ้าถอดปลั๊กก่อนรีดเสร็จ 3 นาที 1 ล้านเครื่องจะประหยัดไฟได้ถึง 4.5 ล้านบาท/เดือน ควรรีดผ้าครั้งละมากๆ อย่ารีดผ้าเปียกชื้น

9. ไม่ควรเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ เลือกขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรอง จะประหยัดได้ถึง 5 – 7% หากเราหยุดใช้แอร์ แค่วันละ 1 ชม. จะประหยัดเดือนละ126.90 บาท 1 ล้านเครื่องประหยัดได้ 126.9 ล้านบาท

10. โทรทัศน์ อย่าเปิดปิดด้วยรีโมท และควรถอดปลั๊กทุกครั้ง หาก ดูโทรทัศน์วันละ 4 ชม. จะเสียค่าไฟ 40.50 บาท/เดือน หากไม่เปิดปิดด้วยรีโมท และถอดปลั๊ก จะประหยัดได้ 4 บาท/เดือน 1 ล้านเครื่องก็ประหยัดได้ถึง 4 ล้านบาท/เดือน

10 วิธีง่าย ๆ แบบนี้ ลองไปทำกันดู แล้วมาคำนวณค่าไฟฟ้าว่ามีการเปลี่ยนแปลงบ้างไหม หากค่าไฟฟ้าลดลง นั้นก็แสดงว่าคุณประสบความสำเร็จ

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก  campus.sanook.com

Top 10 มหาวิทยาลัยสีเขียวในออสเตรเลีย

การเพิ่มขึ้นของพืชและสัตว์อย่างน่าประหลาดใจ รวมทั้งการเฟื่องฟูของกระแสการแข่งขันในการลดการสร้างภาวะโลกร้อนหรือ Global Warming ส่งผลให้ประเทศออสเตรเลียทำงานอย่างหนักกับประชากรรุ่นใหม่ของประเทศ ในการสนับสนุนพฤติกรรมการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่านการศึกษา โดยล่าสุด หนังสือพิมพ์ The Australian ได้นำเสนอความพยายามของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในการทำงานร่วมกันผ่านนโยบายสีเขียวของออสเตรเลีย จนได้ออกมาเป็น 10 อันดับมหาวิทยาลัยสีเขียว

อันดับ 1: Monash University

ได้รับการยอมรับในหมู่ประชาชนว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ “เขียว” ที่สุดในออสเตรเลีย ผ่านการพัฒนาแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้โด่งดังในงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมระดับการศึกษาที่เกี่ยวข้องและหลักสูตรที่สำคัญอีกกว่า 300 หลักสูตร จึงทำให้ได้รับรางวัลมากมาย รวมทั้งรางวัล the 2010 Premier’s Sustainability Award, the UN Association Education Award และ the 2009 Banksia Environmental Award ด้วย

อันดับ 2: Australian National University

ANU หรือ Australian National University ได้รับรางวัล the 2009 International Sustainable Campus Network award จากการรวมระบบการศึกษาทั้งหมดเข้ากับโปรแกรมสิ่งแวดล้อมสีเขียวที่ยั่งยืน อย่าง ANUgreen โดยสถาบัน Climate Change Institute ที่เป็นสถาบันทำงานวิจัยที่มีชื่อเสียง ก็ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย

อันดับ 3: Macquarie University

Macquarie University เป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกยกย่อง เกี่ยวกับความพยายามบำบัดน้ำเสียและการอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมๆกับการสร้างขยะให้น้อยที่สุด มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นผู้ก่อตั้งนโยบายการลดการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิด Greenhouse Effect ที่ทำชนะ the 2001 Green Globe จากโรงงานพลังงานผลิตก๊าซจากพลังงานทดแทนที่ช่วยลดการก่อให้เกิด greenhouse gas ถึง 44% นอกจากนี้ Macquarie ยังเป็นเจ้าภาพของ the Australian Research Institute for Environment and Sustainability อีกด้วย

อันดับ 4: University of Western Sydney

UWS หรือ University of Western Sydney มีความพยายามในเรื่องของการสอน,การเรียนรู้,การวิจัย,การสร้างสังคมการร่วมมือ และกระบวนการในการวางแผนงานอย่างยั่งยืน

 

อันดับ 5: University of Adelaide

ในบรรดามหาวิทยาลัยทั้งหมด University of Adelaide เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีการลงทุนในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวสูงที่สุด โดยมี Innova21 ตึกเรียนที่มีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญ ที่รวมเอาความรู้ทั้งวิศวกรรม คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในการสร้าง ตึกนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “การออกแบบในรูปแบบ Green Star Design ระดับหกดาวของประเทศออสเตรเลีย” และยังชนะรางวัล the 2011 National Award for Sustainable Architecture จากสมาคมสถาปนิกแห่งประเทศออสเตรเลียอีกด้วย นอกจากนี้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ the Centre for Climate Change ด้วย

อันดับ 6: University of Melbourne

จากการที่มีเป้าหมายที่จะปลอดคาร์บอนก่อนปี 2030 ทำให้ University of Melbourne ทำ งานอย่างหนักในการทำวิจัย, การสร้างโครงการต่างๆ และการร่วมมือกับองค์กรภายนอก เพื่อทำให้เป้าหมายนี้ประสบความสำเร็จ ทำให้การเรียนและชมรมทั้งหมดของมหาวิทยาลัย ทำงานภายใต้นโยบายที่เน้นความเป็นธรรมชาติมากขึ้น เน้นการจัดการกับพลังงานน้ำและของเสียมากขึ้น

อันดับ 7: Charles Sturt University

หอพักของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ที่ Albury-Wodonga ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 8700 เอเคอร์ เป็นตัวอย่างของการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย CSU หรือ Charles Sturt University ได้สร้างเป้าหมายของการปฎิบัติการว่าจะต้องใช้พลังงานและน้ำเพียงแค่ 25 % และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้เพิ่มขึ้น 20% และปลอดการเกิดปรากฎการณ์ Greenhouse Effect ก่อนปี 2015

อันดับ 8: University of the Sunshine Coast

USC หรือ University of the Sunshine Coast ต้องเผชิญกับความท้าทายทางสถาปัตยกรรมในการสร้างตึกที่ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุดและลดการก่อให้เกิด Greenhouse Gas และในเดือนตุลาคม 2011 มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในออสเตรเลียที่ได้รับการยอมรับจาก the Urban Development Institute of Australia ในฐานะที่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ 6 ทาง คือ ระบบนิเวศ ของเสีย พลังงาน วัตถุดิบ น้ำและชุมชน

อันดับ 9: James Cook University

ด้วยการที่มีโปรแกรมในสาขาชีววิทยาและสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษาจำนวนมาก ทำให้การดำเนินการอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นไปโดยง่ายผ่านนักเรียนและผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยทุกคน James Cook University ชนะรางวัล the 2010 Australian Business Award จากการมีสิ่งแวดล้อมที่มีความยั่งยืน และรางวัล the 2011 TEFMA Innovation Award สำหรับการลดการใช้พลังงาน นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องการวิจัยปะการังและป่าดิบชื้นในระดับโลกอีกด้วย

อันดับ 10: La Trobe University

La Trobe University เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในโลกที่ตีพิมพ์รายงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนเกี่ยวกับการทำเพื่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้สำเร็จในการลดการใช้พลังงานไปได้ถึง 11% ในระหว่างปี 2009-2010 และล่าสุดก็ได้รับรางวัล the 2011 Green Gown Award จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการเปลี่ยนแปลงองค์กรและการสร้างความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนในสังคม

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก campus.sanook.com